<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดประเทศ1พ.ย. รับนทท.ไม่ต้องกักตัว 1ธ.ค.นั่งดื่มในร้านได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ประกาศเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศตั้งแต่ &amp;nbsp;1 พ.ย.โดยไม่ต้องกักตัว แต่ทุกคนต้องแสดงตัวว่าปลอดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;ประเดิมประเทศเสี่ยงต่ำก่อน 10 ประเทศ รอ 1 ม.ค.เพิ่มจำนวนมากขึ้น เฮ! 1 ธ.ค.อนุญาตดื่มในร้านอาหารได้ โวถึงสิ้นปีได้รับวัคซีน &amp;nbsp;170 ล้านโดสเกินเป้า &amp;quot;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.&amp;quot; เผยพบติดเชื้อใหม่ &amp;nbsp;10,035 ราย เสียชีวิต 60 ราย ชี้ผู้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มอัตราตายน้อยกว่า 1% จี้ 4 จว.ใต้เร่งฉีดหลังพบวัคซีนค้างสต๊อก ห่วงโควิดระบาดเพิ่มหลังต่างด้าวหลบหนีเข้าไทยล็อตใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 11 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผูัอำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;(ศบค.) แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่อง &amp;nbsp;&amp;ldquo;เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ โดยไม่ต้องกักตัว&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ผมอยากประกาศหนึ่งก้าวเล็กๆ แต่เป็นก้าวที่สำคัญ ที่เรากำลังจะเดินหน้า บนเส้นทางที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับมาทำมาหาเลี้ยงตัวเองกันได้อีกครั้ง ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยต่างค่อยๆ เริ่มอนุญาตให้ประชาชนของเขาเดินทางได้ โดยไม่มีเงื่อนไขที่ยุ่งยากมากมาย อย่างเช่นอังกฤษ ตอนนี้เพิ่งจะอนุญาตให้ประชาชนเดินทางมาประเทศไทยได้โดยไม่ยุ่งยาก &amp;nbsp;หรืออย่างสิงคโปร์และออสเตรเลีย ก็เพิ่งเริ่มผ่อนคลายเงื่อนไขในการเดินทางไปต่างประเทศของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นแบบนี้ เราเองแม้ยังต้องระมัดระวัง แต่ก็ต้องเดินหน้าให้ไว เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ที่อย่างน้อยเราจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวมาได้บ้าง ในช่วงเทศกาลเดินทางท่องเที่ยววันหยุดสิ้นปี ใน 3 &amp;nbsp;เดือนข้างหน้านี้ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการทำมาหากินของประชาชนนับล้านๆ คน ในภาคการท่องเที่ยว การเดินทาง และภาคธุรกิจพักผ่อนหย่อนใจ และบันเทิง รวมถึงภาคธุรกิจอื่นอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง
10 ประเทศไม่ต้องกักตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะฉะนั้น วันนี้ผมได้สั่งการให้ ศบค.และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิจารณา โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัว สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และเดินทางเข้าประเทศไทยโดยทางอากาศ โดยมาจากประเทศที่เรากำหนดว่าเป็นประเทศความเสี่ยงตํ่า เราจะขอเพียงแค่ เมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย ทุกคนต้องแสดงตัวว่าปลอดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;โดยต้องมีหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR &amp;nbsp;ซึ่งทำการตรวจก่อนเดินทางออกจากประเทศต้นทาง และจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย หลังจากนั้นจึงสามารถเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ เช่นเดียวกับที่คนไทยปกติทั่วไปสามารถทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเบื้องต้น เราเริ่มต้นกำหนดรายชื่อประเทศความเสี่ยงตํ่า ที่จะสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว ไว้ที่อย่างน้อย 10 &amp;nbsp;ประเทศ ซึ่งจะรวมประเทศอย่างเช่น อังกฤษ, สิงคโปร์, เยอรมนี, จีน &amp;nbsp;และอเมริกา โดยเราตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้นอีก ภายในวันที่ 1 ธันวาคม และหลังจากนั้นภายในวันที่ 1 มกราคม เราจะเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้นอย่างกว้างขวาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ที่มาจากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศความเสี่ยงตํ่า &amp;nbsp;เรายังให้การต้อนรับเข้าประเทศไทย แต่จำเป็นต้องมีการกักตัวตามเงื่อนไขและข้อกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ภายในวันที่ 1 ธันวาคม เราจะพิจารณาอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ และจะพิจารณาอนุญาตให้สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และสถานบันเทิงเปิดให้บริการได้ ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว &amp;nbsp;การพักผ่อนและบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เรากำลังจะเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสปีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมรู้ว่าการตัดสินใจแบบนี้มีความเสี่ยง ที่เกือบจะแน่นอนเลยว่า &amp;nbsp;เมื่อเราเริ่มต้นการผ่อนคลายต่างๆ จะทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เป็นการชั่วคราว ซึ่งเราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินดูว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร เราต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ เพราะถ้าเราต้องเสียโอกาสในช่วงเวลาทองของการทำมาหากินไปอีก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผมคิดว่าประชาชนคงรับมือไม่ไหวอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้ตั้งเป้าที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว ให้ได้ภายใน 120 วัน พร้อมกับเร่งเครื่องการฉีดวัคซีนให้ประชาชน หลังจากที่เราตั้งเป้า 120 วัน ก็ได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ ทำทุกวิถีทางเพื่อจัดหาวัคซีนมาให้ได้เพิ่มมากขึ้น และแย่งชิงกับประเทศอื่น เพื่อให้เราได้รับส่งมอบวัคซีนเข้ามา &amp;nbsp;ซึ่งทั้งหมดนี้เราประสบความสำเร็จอย่างมาก การรับส่งมอบวัคซีนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 3 เท่าในทันที วันนี้เราจะได้รับส่งมอบวัคซีนเข้าประเทศไทยถึงมากกว่า 20 ล้านโดสต่อเดือน ไปจนถึงสิ้นปี รวมเป็นวัคซีนจำนวนมากกว่า 170 ล้านโดส เกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้เป็นอย่างมาก
ช่วงเวลาที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อที่จะสนับสนุนเป้าหมาย 120 วัน เจ้าหน้าที่และบุคลากรสาธารณสุขได้ทำงานกันอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย เร่งเครื่องการฉีดวัคซีน &amp;nbsp;รวมทั้งพี่น้องประชาชนต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ในการลงทะเบียนรับการฉีด ปัจจุบันเฉลี่ยแล้วเราฉีดวัคซีนได้มากกว่า 700,000 โดสต่อวัน และในบางวันเราฉีดวัคซีนได้มากเกินกว่า 1 &amp;nbsp;ล้านโดสก็ยังมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้แม้ว่าสถานการณ์ในหลายๆ ประเทศยังคงต่อสู้กับเดลตาอยู่ &amp;nbsp;แต่การที่เรากำลังจะสามารถเริ่มเปิดให้เข้าประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องกักตัวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป การที่เราทำแบบนี้ได้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการที่คนไทยร่วมมือกัน ทำงานด้วยความมุ่งมั่น และเป็นหนึ่งเดียว เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนสามารถภูมิใจได้ กับการมีส่วนร่วม ที่ทำให้ความสำเร็จนี้เกิดขึ้น และเกิดขึ้นถูกเวลา เพราะเป็นช่วงเวลาพร้อมๆ กับที่ประเทศอื่นเริ่มผ่อนคลายเงื่อนไขและข้อจำกัด ในการเดินทางของประชาชนของเขาด้วยเหมือนกัน นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่เราจะเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายกฯ แถลงเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงสถานการณ์โควิด-19 ว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ 10,035 &amp;nbsp;ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 9,916 ราย จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 9,160 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 756 ราย เรือนจำและที่ต้องขัง 80 ราย และผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 39 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 1,720,919 ราย ผู้รักษาหายป่วยเพิ่ม &amp;nbsp;10,590 ราย ยอดรวมหายป่วยสะสม 1,592,903 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 110,265 ราย อาการหนัก 2,969 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 680 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 60 ราย เป็นชาย 32 ราย &amp;nbsp;หญิง 28 ราย เป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 36 ราย มีโรคเรื้อรัง 18 &amp;nbsp;ราย เสียชีวิตนอกโรงพยาบาล 1 ราย ที่ จ.สมุทรปราการ และเป็นเด็ก &amp;nbsp;2 ราย อายุ 5 ขวบ ที่ จ.สมุทรปราการ และ 13 ปี ที่ จ.ระยอง ซึ่งยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย อายุ 34 ปี ที่ จ.ยะลา &amp;nbsp;ซึ่งแนวโน้มผู้ป่วยอาการหนักปอดอักเสบและใส่เครื่องช่วยหายใจจนถึงเสียชีวิตลดลง ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 238,647,343 ราย เสียชีวิตสะสม 4,867,211 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยอดฉีดวัคซีนวันที่ 10 ต.ค. มี 688,481 โดส ยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่ 28 ก.พ.64 จำนวน 60,228,105 โดส และหากดูเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตระหว่างวันที่ 1 เม.ย.- 7 ต.ค.64 จำนวน 17,324 ราย พบ 60% ที่เสียชีวิตเพราะไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ไม่มีข้อมูลในหมอพร้อม 20% และ 19% ฉีดวัคซีนเพียง 1 เข็ม สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแต่ยังคงติดเชื้อและเสียชีวิตมีจำนวนน้อยกว่า &amp;nbsp;1% จึงตอกย้ำว่าการฉีดวัคซีนช่วยลดการป่วยหนักและเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้วัคซีนมีอย่างเพียงพอก็ขอให้ทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า หากดูตัวเลขการฉีดวัคซีนที่เกิดขึ้น พบมีจังหวัดที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรทั่วไปเกิน 50% จำนวน 14 &amp;nbsp;จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ, ปทุมธานี, สมุทรสาคร, สมุทรปราการ, &amp;nbsp;นนทบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นครนายก, เพชรบุรี, &amp;nbsp;ระยอง, พังงา, ภูเก็ต และระนอง ขณะที่การฉีดครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 70% แล้ว 8 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ, ปทุมธานี, &amp;nbsp;ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, พังงา, ภูเก็ต, ระยอง และสุราษฎร์ธานี แต่ถ้าไปดูในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ในกลุ่มประชากรทั่วไปเฉลี่ย 41.9% สำหรับการฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มที่ 1 ไปเพียง 58% กลุ่มบุคคลที่มีโรคประจำตัวฉีดเข็มที่ 1 ไปเพียง 50.9% โดยในเดือน ต.ค.นี้มีเป้าหมายจะฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนทั่วไปให้ได้เกิน 50% และกลุ่มผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวให้ได้เกิน 70%&amp;nbsp;
เร่งฉีดวัคซีน 4 จว.ภาคใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้แต่ละจังหวัดโดยเฉพาะชายแดนใต้วางแผนการฉีดวัคซีนให้ทันกับที่ส่งไป เพราะในรายงานยังพบว่ามีวัคซีนที่จัดส่งไปแต่ยังอยู่ในสต๊อกยังฉีดไม่ทัน คงต้องขอเน้นย้ำภาครัฐในการระดมฉีดและขอให้ประชาชนร่วมมือ เดือน ต.ค.นี้ต้องฉีดให้ได้ตามเป้า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ กทม. 1,160 ราย, ยะลา 719 ราย, ปัตตานี 547 &amp;nbsp;ราย, สมุทรปราการ 532 ราย, สงขลา 505 ราย, ชลบุรี 473 ราย, &amp;nbsp;นครศรีธรรมราช 473 ราย, นราธิวาส 414 ราย, ระยอง 378 ราย &amp;nbsp;และจันทบุรี 279 ราย จะเห็นได้ว่า 10 จังหวัดดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ถึง 5 จังหวัด โดย ผอ.ศปก.ศบค.ขอฝากเน้นย้ำ เนื่องจากมีรายงานว่าพบแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งสิ่งสำคัญที่ได้จากการสอบสวนแรงงานที่ทำผิดกฎหมายนั้น พบว่าเป็นแรงงานที่มาล็อตใหม่ &amp;nbsp;เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ รองรับการเปิดประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ที่จะมีขึ้นวันที่ 14 ต.ค.นี้ จะต้องเป็นเรื่องของจังหวัดที่มีการผ่อนคลาย และสิ่งสำคัญคือ จะมีการหารือเรื่องจังหวัดนำร่องท่องเที่ยวระยะที่หนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่นสมุยซึ่งจะเปิดในวันที่ 1 พ.ย.นี้ จากตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทางสาธารณสุขจะพิจารณาหากมีรายงานผู้ติดเชื้อสูงจริง แต่มีมาตรการที่สามารถเข้าไปดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยได้ มีการจัดการผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเสี่ยงต่ำได้อย่างเหมาะสม ศบค.อาจจะสามารถพิจารณาผ่อนคลายต่อไปได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ​(สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) กล่าวว่า จะมีการประชุมมาตรการในส่วนที่เคร่งครัดและส่วนที่ต้องผ่อนคลาย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.ก็เป็นห่วงและมอบการบ้านหลายเรื่องที่เราต้องคิด โดยเฉพาะการเปิดประเทศภายใต้ความปลอดภัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการประชุมที่ผ่านมา​ 2-3​ ครั้งเริ่มจะได้ข้อยุติ ที่จะกราบเรียนให้นายกฯ รับทราบ ทั้งนี้​การผ่อนคลายในส่วนที่ทำได้ก็จะทำ และให้รอดูมาตรการที่จะต้องเคร่งครัดมากขึ้น โดยจะมีรายละเอียดเป็นขั้นตอนปฏิบัติออกมาหลังการประชุม ศบค.ชุดใหญ่&amp;quot; เลขาฯ สมช.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. วิเคราะห์ถึงสถานการณ์โควิดว่า ปัจจุบันตัวเลขการติดเชื้อยังสูงอยู่ในหลักหมื่นราย เสียชีวิต 60 ราย แต่ที่ลดลงแน่นอนคือ กทม. เนื่องจากฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครอบคลุมประชากรได้มากขึ้น การเสียชีวิตในกลุ่มเสี่ยงก็ลดลง ส่วนต่างจังหวัดค่อนข้างทรงตัวไม่ลดลงเราพยายามดูใน 71 จังหวัดที่เหลือ โดยการแยกพื้นที่ออกมา &amp;nbsp;เมื่อแยกออกมาพบว่าเป็นภาคใต้ที่มีการติดเชื้อเยอะ ก็ทำให้เห็นว่าสถานการณ์จังหวัดอื่นๆ กำลังลดลง สถานการณ์การติดเชื้อใน 4 &amp;nbsp;จังหวัดชายแดนใต้คือ สงขลา, นราธิวาส, ปัตตานี และยะลานั้น ตอนนี้ก็เร่งดำเนินการควบคุมป้องกันโรค และส่งวัคซีนไฟเซอร์ลงไปเติม 5 &amp;nbsp;แสนโดส ซึ่งที่ส่งไฟเซอร์ลงไปมากนั้น เป็นเพราะในพื้นที่มีการติดเชื้อสายพันธุ์เบตาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัด สธ.กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการล็อกดาวน์ 4 จังหวัดนั้นยังเป็นเพียงแนวคิดเอาไว้ โดยขึ้นอยู่กับการควบคุมโรคในพื้นที่ด้วยมาตรการต่างๆ ทั้งมาตรการส่วนบุคคล มาตรการสังคม การฉีดวัคซีน &amp;nbsp;หากยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก็สามารถพิจารณาได้ อาจจะล็อกเป็นบางพื้นที่หรือล็อกทั้งจังหวัดจะมีการเสนอที่ประชุม ศบค.ในการลดจำนวนจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดลง พื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือสีแดงก็จะลดลง โดยจะไปเพิ่มพื้นที่ควบคุมหรือสีส้มมากขึ้น ซึ่งยังมี 3 โซนพื้นที่ หรือ 3 สีอยู่ และจะมีผลต่อการทำกิจการ/กิจกรรม มีการผ่อนคลายมากขึ้น โดย ศบค.จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119464</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รมว.กลาโหม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ๐ นายกฯ ประกาศเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศตั้งแต่  1 พ.ย.โดยไม่ต้องกักตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_61643df0352ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
